|
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย (พ.ศ. 2546 - 2550) ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ
ประเทศไทยภายใต้บริบทของการเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบจากต่างประเทศ เศรษฐกิจ
สังคม และการเมือง
ทำให้เกิดความจำเป็นที่จะต้องมีการพัฒนาระบบราชการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
การสร้างความเป็นเลิศของระบบราชการไทยให้รองรับกับกระแสการเปลี่ยนแปลงนั้น
จำเป็นที่จะต้องยึดหลักประการสำคัญ คือ
การบริหารราชการเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน
โดยต้องใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ
(ก.พ.ร.) จึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ของการพัฒนาระบบราชการในช่วงระยะปี
พ.ศ. 2546 - พ.ศ. 2550 ว่า "พัฒนาระบบราชการไทยให้มีความเป็นเลิศ
สามารถรองรับกับการพัฒนาประเทศในยุคโลกาภิวัฒน์
โดยยึดหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและประโยชน์สุขของประชาชน"
1. เป้าประสงค์หลักของการพัฒนาระบบราชการไทย 4 ประการ
1.1 พัฒนาคุณภาพการให้บริการประชาชนที่ดีขึ้น
1.2 ปรับบทบาท ภารกิจ และขนาดให้มีความเหมาะสม
1.3 ยกระดับขีดความสามารถและมาตรฐานการทำงานให้อยู่ในระดับสูงเทียบเท่าเกณฑ์สากล
1.4 ตอบสนองต่อการบริหารปกครองในระบอบประชาธิปไตย
2. ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย
ภายใต้วัตถุประสงค์และเป้าหมายหลักดังกล่าว
เพื่อให้การดำเนินงานพัฒนาระบบราชการไทยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ควรกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่สนับสนุนและเชื่อมโยงกัน ประกอบด้วย 7
ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ดังนี้
ยุทธศาสตร์ที่ 1 : การปรับเปลี่ยนกระบวนการและวิธีการทำงาน ประกอบด้วย 9 มาตรการ คือ
1) วางเงื่อนไขให้ส่วนราชการต่าง ๆ นำระบบการบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์มาประยุกต์ใช้อย่างจริงจัง
2) ให้แต่ละส่วนราชการกำหนดเป้าหมายในการเพิ่มประสิทธิภาพและยกระดับคุณภาพมาตรฐานในการให้บริการและการพัฒนาองค์การ
3) ปรับเปลี่ยนระบบการควบคุมภายในของส่วนราชการให้มีความทันสมัยมากขึ้น โดยเฉพาะการควบคุมก่อนดำเนินงาน
4) ปรับปรุงระบบการประเมินผลการดำเนินงาน
โดยจัดให้มีการเจรจาและทำข้อตกลงว่าด้วยผลงานประจำปี
ให้สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์และแผนดำเนินงานรายปีกับ
หัวหน้าส่วนราชการไว้เป็นการล่วงหน้า
รวมทั้งให้มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามข้อตกลงดังกล่าวทุกสิ้นปี
และถือเป็นเงื่อนไขส่วนหนึ่งของการให้เงินรางวัลประจำปีแก่ส่วน
ราชการ
5) ให้มีการทบทวนแผนยุทธศาสตร์และแผนดำเนินงาน/โครงการต่าง ๆ อย่างเป็นระบบและสม่ำเสมอ
6) การกำหนดวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และตัวชี้วัด
ของแผนยุทธศาสตร์และแผนดำเนินงาน การจัดทำข้อตกลงว่าด้วยผลงาน
รวมถึงการทบทวน ติดตามและประเมินผลนั้น ให้มีกระบวนการปรึกษาหารือ
การสำรวจและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
และ/หรือการเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมโดยตรง
7) การปรับปรุงขั้นตอนและแนวทางการให้บริการประชาชนนั้น
ให้แต่ละส่วนราชการเสนอแผนในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและระเบียบปฏิบัติของทาง
ราชการที่ล้าสมัย ไม่มีความจำเป็น
หรืออาจเป็นอุปสรรคต่อการให้บริการประชาชน
8) วางกติกาเพื่อให้มีการแข่งขันขึ้น
โดยพยายามลดการผูกขาดของหน่วยงานราชการในการเป็นผู้ให้บริการสาธารณะเองลง
และเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน หรือองค์กรพัฒนาไม่แสวงหากำไรและองค์กรประชาสังคม
สามารถคัดค้านและเข้ามาดำเนินการแข่งขันได้ (Contestability)
9) ให้มีการจัดทำแนวทางและคู่มือการบริหารราชการที่ดี
เพื่อใช้ประกอบในการชี้แจงทำความเข้าใจเผยแพร่และฝึกอบรม
และให้คำปรึกษาแนะนำแก่ส่วนราชการต่าง ๆ
รวมถึงการใช้ประโยชน์ในฐานะเป็นเครื่องมือในการประเมินตนเอง (Self -
assessment) ของผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
ยุทธศาสตร์ 2 : การปรับปรุงโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดิน ประกอบด้วย 4 มาตรการ คือ
1) มุ่งเน้นการจัดระเบียบโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินในเชิง
บูรณาการ โดยให้มีลักษณะแบบเมตริกซ์ ครอบคลุมทั้งในส่วนของการวางยุทธศาสตร์และการนำ
ยุทธศาสตร์ไปปฎิบัติ
2) ให้มีการทบทวนการจัดโครงสร้างองค์การของกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ
ให้มีความเหมาะสมมากขึ้น เพื่อรองรับกับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป
และยุทธศาสตร์การปฏิบัติงาน
รวมถึงพยายามปรับรูปแบบการทำงานให้มีความยืดหยุ่นคล่องตัว
3) ทบทวนปรับปรุงโครงสร้าง
และพัฒนาระบบและรูปแบบการบริหารราชการส่วนภูมิภาค
เพื่อให้จังหวัดเป็นองค์การที่มีสมรรถนะสูง
สามารถนำวาระแห่งชาติและนโยบายของรัฐบาลไปปฏิบัติให้เกิดสัมฤทธิ์ผล
แก้ไขปัญหาและพัฒนาในระดับพื้นที่อย่างมีบูรณาการควบคู่ไปพร้อมกับการพัฒนา
ระบบการบริหารจัดการอำเภอ เพื่อให้เป็นจุดรวม (Outlet)
ให้บริการแก่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ
4) ทบทวนระบบการบริหารบุคคลในราชการบริหารส่วนภูมิภาค
เพื่อให้สอดคล้องกับความหลากหลายในการจัดรูปแบบใหม่ของภูมิภาค
และหลักการบริหารจัดการระดับจังหวัดแนวใหม่
รวมตลอดถึงสร้างความสำนึกให้เจ้าหน้าที่ของรัฐในระดับพื้นที่มีมโนธรรม
สุจริต มีจิตใจพร้อมบริการประชาชน (Citizen - focused)
และสามารถทำงานในสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมองค์การใหม่
ยุทธศาสตร์ 3 : การรื้อปรับระบบการเงินและการงบประมาณ ประกอบด้วย 8 มาตรการ คือ
1) ปรับปรุงกระบวนการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินใหม่
2) ปรับเปลี่ยนระบบการงบประมาณให้สอดรับกับการบริหารราชการแผ่นดินแนวใหม่
3)
ให้มีการวางยุทธศาสตร์/แผนงานการพัฒนาเขตพื้นที่หรืออนุภูมิภาคในเชิง
บูรณาการ และดำเนินการจัดสรรทรัพยากรในลักษณะแบบอิงพื้นที่
โดยให้มีการวางหลักเกณฑ์การจัดสรรที่ชัดเจน
4)
เปิดโอกาสให้แต่ละส่วนราชการทำความตกลงเป็นการล่วงหน้าเพื่อสามารถเก็บเงิน
เหลือจ่ายไว้ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาองค์การหรือฝึกอบรมข้าราชการได้
โดยเริ่มต้นในบางแผนงาน/โครงการ หรือกิจกรรม
ที่มีความชัดเจนและสามารถวัดผลงานได้อย่างเป็นรูปธรรมก่อน
5)
พิจารณาความเป็นไปได้ในการตรวจสอบและแปลงสินทรัพย์ของส่วนราชการที่มีอยู่
ให้เป็นทุนโดยอาจให้มีการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย (Capital Charge)
ในรูปแบบต่าง ๆ
6)
ให้แต่ละส่วนราชการจัดทำแผนการใช้จ่ายเงินรายเดือนหรือรายไตรมาสของแผนงาน
/โครงการต่าง ๆ
รวมถึงการจัดทำงบดุลและรายงานทางการเงินให้เป็นไปอย่างถูกต้องและทันการณ์
เพื่อประโยชน์ในการโอนเงินผ่านทางระบบอิเล็กโทรนิกส์เพื่อลดระยะเวลาและขั้น
ตอนการจัดทำรายละเอียดของการทำฎีกาเบิก - จ่าย และการควบคุมทางการเงิน
7) เร่งปรับปรุงระบบบัญชีของส่วนราชการให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานสากล โดยให้สามารถคำนวณต้นทุนในการจัดบริการสาธารณะได้
8)
วางระเบียบเพื่อเปิดโอกาสให้แต่ละส่วนราชการสามารถดำเนินกิจกรรมบางอย่าง
เพื่อหารายได้ของตนเองไว้ใช้ประโยชน์ในการพัฒนาองค์การและเสริมแรงจูงใจให้
แก่บุคลากรในรูปของสวัสดิการ
ยุทธศาสตร์ 4 : การสร้างระบบบริหารงานบุคคลและค่าตอบแทนใหม่ ประกอบด้วย 7 มาตรการ คือ
1) เร่งสรรหาบุคลากรผู้มีความสามารถสูงหรือระดับหัวกะทิ เข้าสู่ระบบราชการ
2)
พิจารณาความเป็นไปได้ของการนำระบบการเลือกสรรระบบเปิดที่เน้นหลักสมรรถนะการ
บริหารจัดการมาใช้กับผู้บริหารระดับสูงทุกตำแหน่ง
3) ทบทวนและปรับเปลี่ยนระบบการจำแนกตำแหน่ง
และค่าตอบแทนให้มีความเหมาะสมกับสภาพการณ์ การแข่งขัน ความขาดแคลน
และการบริหารราชการแนวใหม่
4) เพิ่มผลิตภาพของข้าราชการ โดยให้มีการจัดทำเป้าหมายการทำงาน
ขีดความสามารถ และการประเมินผลสัมฤทธิ์ของแต่ละบุคคลอย่างเป็นระบบมากขึ้น
รวมถึงการเชื่อมโยงให้เข้ากับการสร้างแรงจูงใจ
5) ให้แต่ละส่วนราชการจัดทำแผนพัฒนาบุคลากรเชิงยุทธศาสตร์
โดยยึดวิสัยทัศน์ ภารกิจ และ วัตถุประสงค์ขององค์การ
และขีดความสามารถที่จำเป็น (Competency - based Approach)
6) ปรับปรุงขีดสมรรถนะของศูนย์พัฒนาและโอนถ่ายบุคลากรภาครัฐ
รวมทั้งจัดให้มีตำแหน่งทดแทนหรือสำรองราชการขึ้นในระบบข้าราชการพลเรือน
เพื่อประโยชน์ในการหมุนเวียน โอนย้ายและพัฒนาข้าราชการ
7) พัฒนากลไกและกระบวนการในการรักษาและปกป้องระบบคุณธรรมในวงราชการ
รวมถึงการปรับปรุงระบบวินัย อุทธรณ์และร้องทุกข์ให้มีความเหมาะสม
ยุทธศาสตร์ 5 : การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ วัฒนธรรม และค่านิยม ประกอบด้วย 4 มาตรการ คือ
1) สร้างรูปแบบการเรียนรู้ด้วยตนเองของกลุ่มเป้าหมาย (Empowerment)
ที่เป็นผู้บริหารระดับสูงในลักษณะของการเรียนรู้จากประสบการณ์ปฏิบัติจริง
ๆ (Action Learning) ด้วยวิธีการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน
การสร้างความรู้สึกผูกพันต่อพันธกิจที่จะนำไปสู่ระบบอนาคตที่พึงปรารถนาร่วม
กัน การเรียนรู้การทำงานเป็นทีม
และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้วิธีคิดอย่างเป็นระบบ
2)
เสนอแนะการจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการสร้างกระบวนการเรียนรู้ของกลุ่มเป้า
หมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการสนับสนุนทางด้านทรัพยากรของรัฐ
การผลักดันในเชิงกฎระเบียบต่าง ๆ
รวมทั้งการเชื่อมโยงกับเครือข่ายการเรียนรู้ต่าง ๆ
3) ให้แต่ละส่วนราชการจัดทำคำแถลงค่านิยมสร้างสรรค์ (Value Statement)
ประกาศมาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม เพื่อลดปัญหาการทุจริตประพฤติมิชอบ
รวมถึงการรณรงค์และวัดผลระดับของการยอมรับและปฏิบัติตามค่านิยม
มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรม อย่างจริงจัง
4) สร้างการมีส่วนร่วมในการแสวงหากระบวนทัศน์ วัฒนธรรม และค่านิยมใหม่
ที่เอื้อต่อการพัฒนาระบบราชการ
รวมทั้งระดมการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการจัดทำ
และดำเนินยุทธศาสตร์ในการส่งเสริม และ เผยแพร่กระบวนทัศน์ใหม่
ให้เป็นวาระแห่งชาติ
ยุทธศาสตร์ 6 : การเสริมสร้างระบบราชการให้ทันสมัย ประกอบด้วย 4 มาตรการ คือ
1) สนับสนุนให้ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจพัฒนาตนเองให้เป็นองค์การสมัยใหม่
ที่สามารถประยุกต์
ใช้ประโยชน์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสมัยใหม่ในการบริหารงาน
การบริการ การเตือนภัยสาธารณะ และแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
2) ประสาน ส่งเสริม และสนับสนุนให้มีการบริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ที่ง่าย
สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และซื่อสัตย์ ต่อผู้ใช้บริการ
และเป็นศูนย์บริการออนไลน์อิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจร
ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐเพื่อให้ประชาชนได้ขอใช้
บริการของรัฐได้ทุกเวลา
3) ควบคู่ไปกับการพัฒนารัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์
จำเป็นต้องส่งเสริมและกำหนดมาตรฐานการให้บริการของรัฐในระดับสำนักงาน
ที่มีประสิทธิภาพ ถูกต้อง และรวดเร็ว
ในรูปแบบของศูนย์บริการอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจรที่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล
ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ
เช่นเดียวกับการใช้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ทางอินเทอร์เน็ต
4) ให้มีการศึกษาวิจัยและเสนอแนะให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย
และอนุบัญญัติที่เป็นอุปสรรคต่อการบริหารงานโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
และการให้บริการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์
ยุทธศาสตร์ 7 : การเปิดระบบราชการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ประกอบด้วย 6 มาตรการ คือ
1)
กำหนดเงื่อนไขและแนวทางเพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานราชการได้ตระหนักถึงภาระ
หน้าที่ในการปฏิบัติราชการตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม
2) วางหลักเกณฑ์ให้แต่ละส่วนราชการจัดให้มีระบบการปรึกษาหารือกับประชาชน
การสำรวจความต้องการของประชาชน
และ/หรือการจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างสม่ำเสมอ
3) ให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาภาคประชาชน (Citizen Advisory Board) โดยเฉพาะในระดับปฏิบัติการ (กรม/จังหวัด/อำเภอ)
4) ให้แต่ละส่วนราชการจัดให้มีอาสาสมัครภาคประชาชนเข้ามาร่วมทำงานกับข้าราชการ
5)
ให้ทุกส่วนราชการนำเสนอข้อมูลสารสนเทศที่มีความจำเป็นต่อการแสดงภาระรับผิด
ชอบ ความโปร่งใส และเปิดเผยเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน
ลงในเว็ปไซต์เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศดังกล่าวได้โดยง่าย
6)
กำหนดให้ความสำเร็จในการดำเนินกิจกรรมในการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมใน
ระบบราชการเป็นตัวชี้วัดหนึ่งในการบริหารที่ดีของส่วนราชการ
3. การนำยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ ประกอบด้วย
3.1 เงื่อนไขความสำเร็จ อาศัยปัจจัย ดังนี้
1) ภาวะผู้นำและความเป็นเจ้าของในการบริหาร การเปลี่ยนแปลง
2) การแก้ไขกฎหมายอันเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาระบบราชการ
3) การเชื่อมโยงและบูรณาการสรรพกำลังของทุกภาคส่วนในการพัฒนาระบบราชการ
4) การจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาระบบราชการให้แก่ส่วนราชการต่าง ๆ
3.2 เครื่องมือในการนำยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ
1) การตราและบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารราชการที่ดี ตามมาตรา
3/1 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร ราชการแผ่นดิน (ฉบับที่
5) พ.ศ. 2545 เพื่อเป็นแนวปฏิบัติแก่หน่วยงานต่าง ๆ
2) การใช้วิธีสร้างแรงจูงใจในรูปของตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน เพื่อกระตุ้นให้หน่วยงานปรับปรุงประสิทธิภาพ ประสิทธิผลการทำงาน
3) การสร้างกระแสแรงกดดันจากบุคคลภายนอก โดยเฉพาะสื่อมวลชน นักวิชาการ
ธุรกิจเอกชนองค์กรประชาสังคมและประชาชน
เพื่อเร่งรัดให้หน่วยงานปรับปรุงการทำงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
4) การติดตามและประเมินผล โดยจัดทำรายงานประจำปีเสนอคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา
สำหรับภาคผนวก เป้าหมายการทำงานตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย
(พ.ศ. 2546 - 2550) ในช่วงปี 2546 - 2547 (สำหรับปี 2548 - 2550
จะกำหนดเมื่อมีการทบทวนและประเมินผลระยะครึ่งแผนเสร็จแล้ว |